“ร็อดเจอร์ส” ชี้สมัยคุม หงส์แดง พลาดถ้วยแชมป์เหตุแนวรับขาดความแกร่ง

ร็อดเจอร์ส

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือใหญ่ของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ แล้วออกมาเปิดเผยว่าสมัยที่ตนยังคุมทัพให้แก่ทีมหงส์แดงในช่วงปี 2013-2014 มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ทีมจะได้ถ้วยแชมป์แต่ก็ต้องพลาดไปเสียก่อน เหตุเพราะแนวรับหลังบ้านยังมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอเชื่อว่าหากในสมัยนั้นตนได้นักเตะอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังสุดแกร่งมาเป็นกำแพงบ้านทีมคงกวาดถ้วยแชมป์แบบไม่มีหยุด สื่อข่าวต่างประเทศรายงาน  “ร็อดเจอร์ส” กุนซือใหญ่ของทีม จิ้งจอกสีน้ำเงิน สโมสรที่มีชื่อเสียงในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ออกมาเผยว่าเหตุที่ทีมลิเวอร์พูลสามารถทำแชมป์ได้ในฤดูกาลนี้เป็นเพราะว่ามีผลงานการเล่นที่คงเส้นคงวา แตกต่างจากสมัยที่ตนคุมทัพเป็นอย่างมากที่มีแนวรับอย่างสุดโหดแต่กลับมีแนวรับที่เปราะบาง แต่ถ้าหากในสมัยนั้นต้นมีนักเตะแผงหลังคนเก่งอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ถ้วยแชมป์คงอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือเช่นกัน ย้อนไปในปี 2013 ทีมเกือบจะคว้าถ้วยแชมป์ได้สำเร็จแต่สุดท้ายก็ต้องสะดุดและโดนปาดหน้าจากทีมเรือใบสีฟ้าไปในที่สุดแล้วพลาดโอกาสทำแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย  “หากมองย้อนกลับไปในตอนนั้นที่ผมมีโอกาสได้คุมทีมเรามีนักเตะกองหน้าที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ผมสามารถพาทีมเก็บสามแต้มคะแนนได้ยังไม่หยุดแต่เราก็ต้องเสียสามแต้มคะแนนคืนกลับไปอีกเช่นกัน เป็นเพราะว่าแนวรับของทีมยังมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ หากผมมี เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยังไงผมก็สามารถทำแชมป์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเป็นนักเตะที่มีความแข็งแกร่งสูงมากที่สุดในลีกผู้ดี และการที่ทีมประสบความสำเร็จในวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเลยทีเดียว” กุนซือใหญ่ กล่าว หากไม่อยากพลาด เว็บพรีวิวฟุตบอล ข่าวสารฟุตบอล ต้องติดตามเว็บไซต์ของเรายังมีเรื่องราวข่าวฟุตบอลอีกมากมาย เรือใบใกล้ซิว “เมสซี่” แต่บาร์ซ่าต้องการ 250 ลป.ถึงยอมปล่อย “เดอปาย” เปิดอกพร้อมลา ลียง ไปลงย่านบาร์ซ่าซัมเมอร์นี้ “เดอปาย” ถูกจับโยงไปที่บาร์ซ่าหลังการมาถึงของกุนซือใหม่ “คูมัน”

ปีศาจแดง แมนยู พร้อมจ่าย 60 ลป ล่า “ชิลเวลล์” จากเลสเตอร์

แมนยู

ปีศาจแดง แมนยู เดินหน้าเพื่อลุยต่อในการแข่งขันฟุตบอลฤดูกาลหน้า เมื่อเล็งไปที่เบน ชิลเวลล์ ของเลสเตอร์แต่ว่าไม่ใช่งานง่ายเพราะต้องแย่งกับอีกสองทีมคือ แมนซิตี้และเชลซี เช่นกัน นักเตะวัย 23 ปีรายนี้ได้ลงสนาม 33 เกมให้เลสเตอร์ และเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมสุนัขจิ้งจอกเลสเตอร์เลย แต่ว่าเวลานี้ชิลเวลล์ยังต้องพาทีมผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลแชมเปปี้ยนส์ลีกให้ได้ก่อน และเขาติดทีมชาติอังกฤษไปแล้วกว่า 11 เกมและนักเตะอย่างชิลเวลล์เขามีอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้าต้องรอดูว่าสโมสรเลสเตอร์จะเอาอย่างไรและคาดหมายว่าคงจะรั้งตัวนักเตะรายนี้ไม่อยู่แล้วจริงๆ โดยมีทีมในประเทศที่ต้องการตัวเขามากมาย หรือว่าเขาจะอยู่ที่คิงพาวเวอร์สเตเดี้ยมต่อ จากการเปิดเผยของเดอะซันรายงานว่าการย้ายทีมของเบน ชิลเวลล์น่าจะมีค่าตัวในการย้ายทีมอยู่ที่ 60 ล้านปอนด์ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าแดนมิดฟิลด์ของแมนยูที่มีอยู่แล้วมากมายแต่ว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาจะมาเสียเงินเพื่อซื้อนักเตะแบ๊กซ้ายอีกทำไม หรือว่าเขาจะหาตัวแทนของลุค ชอว์ที่เขาไม่อยากจะเอาไว้กับทีมแล้ว ส่วนลูกทีมของแบรนดอน ร็อดเจอร์สอย่างเบน ชิลเวลล์เขาได้ลงสนามไปแล้วกว่า 29 เกมในฤดูกาลแข่งขันนี้ หาก แมนยู ซื้อตัว “ชิลเวลล์” มาแพง คงไม่ได้ย้ายมานั่งข้างสนามแน่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมายว่าเขาจะเอามาแทนที่ของลุค ชอว์ที่ดูเหมือนไม่มีอนาคตในทีมและการซื้อตัวชิลเวลล์มาด้วยค่าตัวที่แพงแสนแพงเขาไม่ได้ย้ายมานั่งข้างสนามแน่ ต้องย้ายมาเล่นแบบเป็นตัวจริงเท่านั้น ในทางกลับกันเมื่อเขาย้ายไปเล่นที่แมนซิตี้หรือว่าเชลซี เขาต้องไปเจอกับเบนจามิน เมนดี้ หรือเอเมอร์สัน ปาลมิเอรี่ที่ดูแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าเมื่อย้ายไปที่สองสโมสรแห่งนั้น หรือเป็นเพราะแมนยูมีเงินมากมายและต้องการจะเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมแต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อผู้เล่นคนไหนเข้ามารวมทีมอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องดูก่อนด้วยว่าแมนยูจะเสริมทีมได้อย่างถูกจุดหรือไม่ หากว่าแมนยูเสริมทีมได้ดีก็มีโอกาสที่เกมรับจะเหนียวแน่นมากขึ้นไปอีก และจะเป็นทีมที่น่ากลัวในอนาคตเพราะว่าเกมรุกของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เกมต่อไปของแมนยูจะเปิดบ้านรับมือเซาแธมป์ตันวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ …

วิเคราะห์ : ‘4 สโมสร’ ที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิง ‘ท็อป 6’ ในฤดูกาลหน้าของศึกพรีเมียร์ลีก

4 สโมสร

วิเคราะห์ : ‘4 สโมสร’ ที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิง ‘ท็อป 6’ ในฤดูกาลหน้าของศึกพรีเมียร์ลีก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ‘ท็อป 4’ คือวลีที่เอาไว้เรียก 4 สโมสร ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศึกพรีเมียร์ลีก อันประกอบด้วย อาร์เซนอล, เชลซี, ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา ได้มี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กลุ่มทุนมหาเศรษฐีเข้ามาเทคโอเวอร์ และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ขึ้นมามีปากมีเสียงจากการทำทีมของปอเซ็ตติโน่ นั่นทำให้สองทีมดังกล่าว ได้ก้าวขึ้นมาเพิ่มการแข่งขันในหัวตาราง กลายเป็น ‘ท็อป 6’ อย่างเต็มตัวในเวลาต่อมา นั่นทำให้หลายคนคิดว่า นี่คงเป็นจุดที่เข้มข้นที่สุดของประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกแล้ว แต่ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อในช่วงระยะเวลา 3-4 ฤดูกาลหลังมานี้ หลักจากที่ทีมระดับกลางเริ่มมี ‘เงิน’ และมีการบริหารที่ดี นั่นทำให้มีหลายทีมที่ขึ้นมาโลดแล่นอยู่บนหัวตาราง และในบทความนี้ เราจะมาวิเคราะห์ถึง ‘4 สโมสร’ ที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิง ‘ท็อป 6’ ในฤดูกาลหน้าของศึกพรีเมียร์ลีกกันครับ …