3 กองกลางตัวรับที่ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ควรดึงมาร่วมทัพ เพื่อทดแทน “เนมันย่า มาติช”

หากจะมองไปที่ความเคลื่อนไหวของทัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเรื่องของตลาดซื้อขายนักเตะ แน่นอนว่าแฟนบอลปีศาจแดง มักจะเห็นชื่อของ จอร์แดน ซานโซ่ เจมส์ แมดดิสัน หรือแม้ แจ๊ค กรีลิช ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้เล่นในตำแหน่งตัวรุกทั้งสิ้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ทัพปีศาจแดง ควรจะดึงเข้ามาเสริมทัพ นั่นก็คือ นักเตะในตำแหน่ง กองกลางตัวรับ นั่นเอง เพราะหากกวาดตามองไปแล้ว นักเตะในตำแหน่งของทัพปีศาจ มีเพียงรายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ “เนมันย่า มาติช” ซึ่งก็มีอายุมากถึง 32 กระรัตเข้าไปแล้ว ดังนั้นนี่คือ 3 กองกลางตัวรับ ที่โชลซา ควรดึงเข้ามาร่วมทัพในฤดูกาลหน้า          ดีแลน ไรซ์ – กองกลางตัวรับทีมชาติอังกฤษ จากทัพขุนค้อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด รายนี้ มีข่าวพัวพันกับทัพปีศาจแดงมาอย่างยาวนาน และพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จนก้าวขึ้นไปทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าในฤดูกาลนี้ต้นสังกัดอย่างเวสต์แฮม ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง จนต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานส่วนตัวของ ดีแลน ไรซ์ …

เผย 5 หนทางเป็นไปได้ในพรีเมียร์ลีก หลังวิกฤตโคโรน่าไวรัส !?!

ด้วยความที่สถานการณ์ปัจจุบันของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิท-19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แถมยังมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ทำให้สถานการณ์สร้างความปวดหัวและความเสียหายให้กับทุกฝ่าย ไมว่าจะเป็น สโมสรฟุตบอล, นักฟุตบอล, ทีมงาน, ตัวแฟนบอล, รวมถึงฝ่ายจัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็เหมือนว่าจะต้องมีผู้เสียผลประโยชน์ ดังนั้น การจะตัดสินใจให้ทุกฝ่ายพอใจ ไม่น่าใช่งานง่ายอย่างแน่นอน     ทางออกที่ 1 : เลื่อนวันแข่งออกไปอีก และแข่งต่อให้จบ ทางออกนี้น่าจะเป็นหนทางที่ดูจะยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ที่ทุกคนคงอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากหากการแข่งขันเหลือเพียง 2-3 นัด แต่นี่เพิ่งแข่งกันไป 29 นัด โดยถ้าหากแข่งต่อนั่นหมายความว่า จะมีจำนวนนัดในลีกถึง 9 เกมที่ตกค้าง โดยที่บางทีมยังเพิ่งลงเล่นไปได้แค่ 28 เกมเท่านั้น โดยเบื้องต้นได้เลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 4 เมษายน แต่ดูจากแนวโน้มแล้วน่าจะนานกว่านั้นอย่างมากแน่นอน เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายในทุกวันนี้ ทำให้หากกลับมาแข่งต่อน่าจะกระทบหลายอย่าง ทั้งสัญญานักเตะ, โปรแกรมทีมชาติ รวมถึงโปรแกรมการแข่งขันในซีซั่นหน้า แต่จากล่าสุดที่ฟีฟ่าเพิ่งมีมติให้เลื่อนการแข่งขันออกไปในปี 2021 ทำให้มีความเป็นไปได้มากที่หนทางนี้จะถูกเลือก ทางออกที่ 2 : ตัดสินให้ฤดูกาลนี้เป็นโมฆะ ในลีกอื่น …

ลิเวอร์พูล กับระบบเจาะรถบัสรูปแบบใหม่

  นัดที่ผ่านมาของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลมีโอกาสรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ทีมยักษ์ใหญ่จากลอนดอนเกมเมื่อคืนนี้ทั้งคู่ใส่กันอย่างเต็มรูปเกมก็เป็นไปอย่างที่คาดว่าลิเวอร์พูลทีมที่ฟอร์มดีกว่าจะบุกเข้าใส่และดาหน้าเข้าทำประตูกันยกใหญ่และก็ถูกปฎิเสธโดยผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนติน่านามว่าเปาโล กาซซานิก้าผู้รักษาประตูของสเปอร์ที่ช่วยทีมโชว์ฟอร์มเซฟอุดตลุดแต่ก็ไม่ช่วยทำให้สเปอร์รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้ โดยลิเวอร์พูลชนะสปอร์ไป 2-1 ทั้งๆที่เสปอร์ได้ประตูนำก่อนและหลังจากนั้นลิเวอร์พูลครองบอลได้มากกว่าและเป็นทีมที่เปิดเกมบุกโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนได้คืนมาสองประตูรวดและทำสถิติชนะตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นนัดที่ 9 แล้ว   โดยความเห็นของตัวผู้เขียนเองหลังจากได้ดูนัดนี้แล้วผู้เขียนประทับใจอยู่อย่างนึงซึ่งจริงๆแล้วประทับใจมาหลายนัดแล้ว นั่นก็คือทีมลิเวอร์พูลตอนนี้เหมือนเริ่มที่จะมีระบบที่จะให้พอจะใช้ในการที่จะเจอทีมที่เน้นเกมรับหรือรถบัสได้ดีขึ้นแล้ว นั่นคือระบบ 4-3-3 โดยลิเวอร์พูลเองจะใช้วิธีขึ้นเกมด้วยแบ็คทั้งสองข้างเป็นหลัก ซึ่งอาวุธหลักของแบ็คทั้งสองข้างของลิเวอร์พูลนั้นเป็นแบ็คประเภทเล่นเกมรุกได้ดีทั้งยังเปิดบอลได้แม่นยำทั้งคู่ และใช้กลางสามตัวโดยมีกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมเกมจากรับเป็นรุกคือจอร์แดน เฮนเดอร์สันมิดฟิลด์กัปตันทีม ส่วนเกมรุกจะเป็นจอร์นิจิโอ้ ไวน์นาดุมมิดฟิลด์ทีมชาติเนเธอแลนด์ และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ กลางรับที่มีหน้าที่ทำทุกอย่างตั้งแต่การตัดเกม ชะลอเกมของฝั่งตรงข้าม ดึงจังหวะให้กับทีม หรือการเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุก หรือแม้แต้การสอดขึ้นมาทำประตูในหลายๆจังหวะอย่างฟาบินโญ่มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลนี่เองที่เข้ามาร่วมทีมเมื่อปีที่แล้วและทำให้ตอนนี้กลางรับที่ดูจะมีปัญหาของลิเวอร์พูลมาหลายฤดูกาลน่าจะจบลงไปหลังจากที่เขาได้เข้ามา และเกมรุกที่มีสามประสานสุดอันตรายซึ่งเราไม่ต้องบรรยายสรพคุณในเกมรุกของลิเวอร์พูลกันหรอกเพราะเราต่างรู้ว่ามันสะเด็ดเผ็ดร้อนแค่ไหน   หลายคนอาจจะเคยเข้าใจว่าแท็คติกที่จะเจาะทีมที่เล่นเกมรับแบบรถบัสเป็นหลักได้ต้องเล่นแบบใช้การครองบอล ต่อบอลให้มากๆคล้ายกับรูปแบบทีมของเป๊ปเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ลิเวอร์คงทำไม่ได้แน่เลยเนื่องจากนักเตะลิเวอร์พูลเองไม่ใช่พวกนักเตะที่มีทักษะและวิชั่นสูง ๆ เท่าไหร่ถ้าเทียบกับนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้แต่เจอร์เก้น คล็อปปก็ยังพยายามที่จะหาระบบอันเหมาะสมกับทีมอย่างลิเวอร์พูลมาให้จนได้ ผมเชื่อว่าเมื่อแฟนบอลหงส์แดงหลายๆคนที่มีโอกาสนั่งดูก็ต้องคิดไปในทิศทางเดียวกันกับผมว่าทีมลิเวอร์พูลนั้นค่อย ๆ เคาะบอลและทำขึง โยนสลับแกนซ้ายขวาเพื่อถ่างหลังคู่แข่งออก พอได้จังหวะก็ครอสบอลเพื่อเข้าทำประตู แล้วจะให้แบ็คซ้ายและขวาของทีมลิเวอร์พูลเข้ามาครอสบอลโดยไม่จำเป็นจะต้องครอสลูกโด่งพวกเขาครอสบอลราวกับว่าซ้อมกันมาเป็นอย่างดี     อย่างที่เรารู้กันแบ็คสองข้างของลิเวอร์พูลอย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อานโนลด์กับ แอนดริว โรเบริตสันทนั้นชอบเล่นเกมบุกและสามามารถทำได้ดีในการครอสบอลเป็นอย่างมากด้วย ทำให้ระบบการเข้าทำประตูของลิเวอร์พูลกลายเป็นระบบที่โคตรอันตรายต่อฝั่งตรงข้ามแม้ทีมฝั่งตรงข้ามอยากจะอุดได้ก็อุดไป ลิเวอร์พูลต่อบอล ทำชิ่ง เจาะไม่เข้าไม่เป็นไร เปิดบอลเข้าไปลุ้นเอาก็ได้และนัดที่เจอสเปอร์นี้เองที่ทำให้เราเห็นประสิทธิภาพการเล่นฟุตบอลในแบบเจอร์เก้น …

“Manchester United” กับแนวทางสโมสรที่แฟนบอลต้องยอมรับ

นับตั้งแต่การประกาศวางมือของบรมกุนซือ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ในปี 2013 แมนฯยูไนเต็ดก็จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น โดยก่อนหน้าคนปัจจุบันนี้ ได้ใช้งานกุนซือไปแล้วถึง 3 รายด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีรูปแบบแนวทางในการทำทีมที่แตกต่างกันออกไป     เริ่มจากทายาทอสูรอย่าง “เดวิด มอยส์” ที่มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน เพราะหลังจากที่ “The Chosen One” ได้รับสัญญาระยะยาว ก็จัดการคว้าอดีตลูกรักอย่าง “มารูยาน เฟลไลนี่” มาร่วมทัพ พร้อมด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นลูกโด่งเป็นสำคัญ สร้างสถิติการครอสบอลมากที่สุดในเกมเดียวในการเจอกับฟูแล่ม โดยครอสไปถึง 82 ครั้ง พร้อมทั้งสร้างสถิติอันน่าประทับใจไว้มากมาย จนโดนแฟนๆและบอร์ดบริหารขับไล่ตั้งแต่ยังคุมทีมได้ไม่ครบขวบปีจากการเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 6 ปีด้วยกัน     ต่อด้วยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง “หลุยส์ ฟานกัล” ซึ่งเป็นปีที่แมนฯยูเริ่มเมกะโปรเจคในการใช้เงินซื้อความสำเร็จ หลังคว้านักเตะชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ ราดาเมล เฟากัล, ดิมาเรีย, ลุค ชอว์, ชไวน์สไตเกอร์, เดปาย ฯลฯ ด้วยแผนการเล่น 3-5-2 ที่เลื่องลือ …

วิเคราะห์บอลพรีเมียร์ลีกส์นัดที่ 9 ปี 2019

นัดที่ 9 จบไปแล้วและนี่คือ “สเน่ห์ของฟุตบอล” จบไปแล้วสำหรับฟุตบอลลีกที่คนดูมากที่สุดในโลกอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษ วันนี้เราจะมาดูว่าบรรดาทีมใหญ่ฟอร์มเป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ และจะมีทีมเล็กทีมไหนที่ฟอร์มดีจนน่าตกใจกันบ้าง 9 นัดที่ผ่านมาน่าจะบอกทิศทางของแต่ละทีมไม่ได้มากก็น้อย              ตามเป้าหมายที่หวังไว้ แต่ละทีมมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปและแน่นอนบรรดาทีมใหญ่เป้าหมายของพวกเขา คือแชมป์หรือบางทีมต้องการเพียงโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรป เริ่มทีมแรกที่เป็นหัวตารางอยู่ตอนนี้อย่าง “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล พวกเขายังคงทำหน้าที่ได้อย่างแข็งแกร่งถึงแม้นัดล่าสุดจะเสมอและถูกหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 8 นัดก็ตามแต่นัดล่าสุดที่พวกเขาเสมอคือการเสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โอลด์ทรัฟฟอร์ดซึ่งเป็นผลงานที่ไม่ได้น่าผิดหวังอะไรโดยในนัดล่าสุดถึงพวกเขาจะขาดศูนย์หน้าตัวเก่งอย่างโมฮัมเหม็ด ซาล่าห์แต่พวกเขายังครองเกมบุกใส่เจ้าบ้านและเกมนี้เองเกิดปัญหากรรมการมากมายที่แฟนบอลของหงส์แดงเองไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นักแต่โดยรวมการที่ได้แต้มกลับแอนฟิลด์ก็เป็นอะไรที่น่าพอใจมากๆแล้ว มาต่อกันที่ทีมเต็งแชมป์อีกทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ 8 นัดแรกพวกเขาจะพลาดท่าพ่ายทีมที่เป็นรองกว่าอย่างวูฟล์แฮมตัน และ นอริช มาแต่นัดต่อมาพวกเขาก็คืนฟอร์มกลับมาเอาชนะ พาเลซ ไปอย่างสบาย การที่พวกเขาเป็นทีมเต็งแชมป์แต่ 9 นัดแรกแพ้ไปถึงสองเกมนั่นทำให้รู้ว่าพรีเมียร์ลีกเป็นอะไรที่หินกว่าที่อื่นเพราะที่นี่ทีมเล็กสามารถชนะทีมใหญ่ได้เสมอ เชลซี ของกุนซือดาวรุ่งของแฟรงค์ แลมพาร์ดพวกเขาก็ยังเกาะกลุ่มหัวตารางได้และที่น่าอุ่นใจของแฟนเชลซีอีกอย่างก็คือ การที่พวกเขามีดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นมาแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมโดยซัมเมอร์ที่ผ่านมาพวกเขาโดนแบนการซื้อขายทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาจำเป็นต้องดันดาวรุ่งขึ้นมาและดาวรุ่งก็ทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ และอีกทีมในลอนดอนอย่าง อาเซนอล พวกเขายังเจอปัญหาเกมรับที่แก้ไม่ตกแต่ต้องยอมรับว่าเกมรุกของไอ้ปืนใหญ่นั้นสะแด่วแห้วไปเลยนั่นทำให้พวกเขายังอยู่ในเส้นทางการลุ้นโควตาไปลุยถ้วยยุโรปอยู่             ผิดหวัง ผิดฟอร์ม และแน่นอนขึ้นชื่อว่าพรีเมียร์ลีกไม่ใช่ลีกที่จะให้บรรดาทีมใหญ่มาถลุงทีมเล็กง่ายๆอยู่แล้วมันจึงต้องมีทีมที่น่าผิดหวังอย่างแรงเลยทีมแรกที่เราพูดถึงไม่ได้เลยนั้นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเองโดยผ่านไปแค่ 9 นัดพวกเขาแพ้ไปแล้วถึง 3 นัด จมอยู่อันดับที่ …

สรุปผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคืนวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ!!

สรุปผลบอลพรีเมียร์ลีกคืนวันเสาร์ที่ 2 November ที่ผ่านมากันครับ…                ผีแดงคืนฟอร์มเก่า บุกแพ้บอรน์มัธ 1-0                    นัดที่ 11 ของฤดูกาลผ่านไป ผีแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคืนฟอร์มเก่าหลังจากชนะมาสองนัดติด  นัดล่าสุดพวกเขาแพ้ในเกมที่ไปเยือนบอร์นมัธ 1-0 จากฝีมือนักเตะเก่าอย่างโจชัว คิงส์ที่ทำประตูชัยให้กับเจ้าบ้านในนาทีสุดท้ายของครึ่งแรกส่งผลให้พวกเขาชนะเกมเยือนแค่นัดเดียว จาก 10 นัดหลังสุด และคะแนนหยุดอยู่ที่ 13 คะแนนจากการลงไปเตะแล้ว 11 นัด ถือเป็นสถิติที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 33 ปี โดยเมื่อฤดูกาล 1986-1987 พวกเขาเก็บได้แค่ 11 แต้มจาก 11 นัด และเกมเยือน 11 นัดหลังสุดพวกเขาเสียประตูทุกนัดไม่เคยเก็บคลีนชีทได้เลย              ลิเวอร์พูลตายยาก 7 นาทีสองลูกแซงชนะ 2-1              หงส์แดงของเจอร์เก้น คล็อปป์เกมนี้ต้องออกไปเยือนแอสตัน วิลล่าน้องใหม่พรีเมียร์ลีกโดยวิลล่าได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วจากลูกฟรีคิกที่เปิดเข้ามาและเป็นเทร์เซเกต์กองหน้าชาวอียิปต์ที่ยิงเข้าไปในนาทีที่ 21 และลิเวอร์พูลก็ครองเกมบุกกว่าจะได้ประตูตัเสมอก็ปาไปนาทีที่87 จากแอนดี้ โรเบริตสัน ถัดมาเพียง7 นาที ลิเวอร์พูลได้ประตูชัยจากมาเน่ จบเกมส์พวกเขาชนะ 2-1             อาร์เซนอลช็อก โดนทีวูลฟ์ตีเสมอ 1-1 …