พัฒนาการทีมชาติอังกฤษ จาก ‘อดีต’ สู่ ‘ปัจจุบัน’

ในฟุตบอลรายการระดับนานาชาติ ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นฟอร์มการเล่นและมีผลงานที่น่าสะดุดตาเลยทีเดียวสำหรับทัพ ‘ทรี ไลอ้อนส์’ ขุนพลทีมชาติอังกฤษ ทีมขวัญใจชาวไทยนั่นเอง โดยส่งท้ายในการลงเล่นฟุตบอลยูโร รอบแบ่งกลุ่มไปด้วยชัยชนะเหนือทีมชาติคอซอวอไปด้วยสกอร์ท่วมท้น 4-0     เด็กยุคนี้อาจจะสงสัยว่า เพราะเหตุใด ทีมชาติอังกฤษ จึงเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่แฟนบอลชาวไทย ทั้งๆที่ทัพสิงโตคำรามนั้น เคยได้แชมป์โลกเพียงครั้งเดียว แถมนั่นมันก็เกิดขึ้นในปี 1966 เชื่อว่าหลายคนที่อ่านคงยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ทีมชาติอังกฤษ น่าจะมาบูมจริงๆก็ช่วงยุคก่อนหน้านี้ไม่นาน เนื่องจากคนไทยนิยมดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากที่สุดทำให้รู้สึกผูกพันและรู้จักกับนักเตะในพรีเมียร์ลีกเป็นอย่างดี อาทิ นักเตะเท้าชั่งทองอย่าง ‘เดวิด เบคแฮม’ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีสาวกลูกหนังคนไหนไม่รู้จักเป็นแน่ ซึ่งก็น่าจะได้ฐานแฟนบอลจากแฟนๆปีศาจแดงไปไม่น้อย หรือนักเตะรูปงามอย่าง ‘สตีเว่น เจอราร์ด’ ที่สามารถดึงดูดแฟนๆหงส์แดง ให้มาเชียร์ทีมชาติอังกฤษได้อย่างท่วมท้น ยังไม่รวมถึงอดีตนักเตะดาวดังอย่าง เวย์น รูนีย์, ไมเคิ่ล โอเว่น, แฟรงค์ แลมพาร์ด, จอห์น เทอรี่, ริโอ เฟอร์ดินาน ฯลฯ แต่ก็ยังคงไปไม่ถึงฝั่งฝันเท่าที่ควร สำหรับทัพ ทรี ไลอ้อนส์ ในปัจจุบันนั้น แม้จะไม่มีนักเตะซุปเปอร์สตาร์คับคั่งอะไรมากมาย แต่ผลงานในระยะหลังที่ผ่านมา ต้องบอกว่าไม่เลวเลยทีเดียว …

เบื้องหลังการคุมทีมนัดสุดท้ายของ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”   

จบลงไปนานพอสมควรแล้ว แล้วสำหรับตำนานของบรมกุนซือเลือดสก็อตอย่าง “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ที่ปิดฉากการคุมทีม 25 ปีอย่างสวยงาม ด้วยการคว้าโทรฟีย์ พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 20 มาประดับตู้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นในการคุมทัพนัดสุดท้าย ก็ยังมิวาย มีไฮไลท์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านเซอร์ ได้ออกมาเผยความในใจในภายหลัง       ถ้าให้ผมยกตัวอย่างเกมการแข่งขันมาสักเกม ที่จะสามารถอธิบายความเป็น “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ ก็น่าจะเป็นคุมทีมในนัดที่ 1,500 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของผม เวสต์บรอมวิช อัลเบียน 5 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5 เป็นเกมที่บ้าระห่ำเอามากๆ มันสุดยอด สนุกสนาน และเร้าใจ ก่อนเกมการแข่งขัน ผมสังเกตเห็นนักเตะบางคนมีสีหน้าแปลกไป พวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้อย่างไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ บางคนไม่รู้จักผู้จัดการทีมคนอื่นมาตลอดชีวิตเลยนอกจากผม ยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งนัด และผมอยากทำให้มันจบลงอย่างเรียบร้อย เรานำ 3-0 ตั้งแต่ 30 นาทีแรก …

‘ลืมภาพเจ้าพ่อเกมรับของพวกเราไปซะ’ – ทีมชาติอิตาลี

ในภาพจำของชาวยุค 90 คงทราบกันดีว่า นึกถึงทีมชาติอิตาลี จะต้องนึกถึงเกมรับที่แข็งแกร่ง การเล่นแบบเน้นผลสกอร์ 4-0 หรือ 5-0 ไม่ต้องหวังจะได้เห็น โดยในศึกฟุตบอลโลกปี 2006 สามารถคว้าแชมป์และเสียประตูไปเพียงสองลูกเท่านั้นตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่จากบัดนั้น อิตาลีไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรได้อีกเลย จวบจนทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว     โรแบร์โต้ มันชินี่ แน่นอนว่า ทีมผลงานดี กุนซือผู้คุมทีมก็ต้องได้เครดิตเป็นธรรมดา และก็เป็นเช่นนั้น เมื่อ โรแบร์โต้ มันชินี่ ได้นำปรัชญาเกมรุกของตัวเอง เข้ามาผสานกับขุมกำลังของอิตาลีในยุคนี้ เลยกลายเป็นเหมือนเสือติดปีกไปเลย   ม้านอกสายตา จากที่เคยเป็นแค่ทีมนอกสายตา ตอนนี้สื่อหลายสำนักยกให้อิตาลีเป็นหนึ่งใน “ทีมคั่วแชมป์” ในศึกยูโร 2020 หลังจากทำผลงานเด็ดสะระตี่ คว้าชัยชนะ 10 นัดติดรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เก็บ แต้มครบทุกเม็ดในศึกยูโร รอบคัดเลือกที่เพิ่งจบลงไป   3 กำลังหลัก             ว่ากันว่า มาร์โก แวร์รัตติ เป็นนักเตะที่ มันชินี่ …

เรื่องราวของนักฟุตบอลดีกรีแชมป์ยุโรป

วันนี้ผู้เขียนจะขอนำเสนอเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของนักเตะชาวสก็อตแลนด์คนนี้ เขาคือนักเตะคนสำคัญของทีมที่ยิ่งใหญ่และเพิ่งได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกไปเมื่อปีที่ผ่านมาอย่างลิเวอร์พูล ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับเขาทั้งการต้องเตะฟุตบอลและหาอาชีพเสริมทำไปด้วย นักเตะคนนั้นที่เรากล่าวถึงอยู่เขามีชื่อว่าแอนดริว โรเบริตสัน เขาเกิดและเติบโตจากประเทศสก็อตแลนด์ ครอบครัวของเขามีพ่อ แม่ พี่ชายและเขารวมทั้งหมดสี่คน ในวัยเด็กโรเบริตสันชอบเตะฟุตบอลมากๆและเป็นนักฟุตบอลให้กับบโรงเรียนที่เขาศึกษาอยู่ด้วยความสามารถทางด้านฟุตบอลที่มีเขาถูกคัดเลือกให้เข้าไปเป็นนักเตะอะคาเดมี่ของกลาสโกว์ เซลติกทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศแต่แล้วเขาก็ถูกไล่ออกจากอะคาเดมี่ด้วยเหตุผลที่ว่าเขารูปร่างเล็กเกินไปและทักษะทางด้านฟุตบอลยังไม่ดีพอ และนั่นเองคือแรงผลักดันของโรเบริตสันเป็นอย่างดี การที่โดนปฎิเสธจากทีมรักตั้งแต่เด็กทำให้โรเบริตสันเสียใจเป็นอย่างมาก   ให้ความผิดหวังเป็นเเรงผลักดัน “มีการเปลี่ยนแปลงในเซลติก และพวกเขาบอกว่าผมไม่ดีพอ การที่ถูกไล่ออกจากทีมที่ผมเชียร์และรักมาตั้งแต่เด็กมันทำใจได้ยากแต่นั่นแหละความเจ็บปวดคราวนั้นทำให้ผมเป็นคนอย่างทุกวันนี้ได้” โรเบริตสันกล่าว หลังจากถูกไล่ออกจากอะคาเดมี่เซลติก โรเบริตสันก็หารายได้ด้วยการเป็นพนักงานรับโทรศัพท์เพื่อจองตั๋วคอนเสิร์ตที่hampden park หลังถูกไล่ออกจากเซลติกโรเบริตสันยังไม่ยอมแพ้กับฟุตบอลเขาไปคัดตัวจนติดทีมที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนกับทีมเซลติกอย่างทีม queen park ทีมเล็กๆที่แทรกตัวในเมืองเซลติกประเทศสก็อตแลนด์บ้านเกิดของโรเบิรตสันและที่นั่นเองที่ทำให้โรเบริตสันได้ฝึกปรือวิชาลูกหนัง โอกาสมีให้สำหรับคนไม่ยอมแพ้ และปีที่ 4 ของเขากับทีมโอกาสก็มาถึงโรเบริตสันได้ลงเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชุดใหญ่เข้าแข่งขันในลีกดิวิชั่น 3ของประเทศเป็นเวลา 1 ฤดูกาลเต็ม ด้วยวัยเพียง 19 ปีเขายังมีโอกาสพัฒนาต่อไปอีกทำให้ดันดี ยูไนเต็ดทีมดังในลีกสูงสุดสก็อตแลนด์ได้คว้าตัวเขามาร่วมทีมและแน่นอนโรเบริตสันไม่ทำให้ผิดหวังเค้าโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงฮัลล์ซิตี้ซื้อตัวเขาไปร่วมทีมเพื่อสู้ศึกแชมป์เปี้ยนชิพและที่ฮัลล์นั่นเองเขาฉายแสงออกมาได้อย่างเฉิดฉายเขาพาทีมขึ้นชั้นและสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีจนลิเวอร์พูลทีมยักษ์ใหญ่คว้าตัวมาร่วมทีมและต่อมาที่เหลือคือ ประวัติศาสตร์ที่เค้าได้ร่วมกันสร้างกับเพื่อนๆร่วมทีมของลิเวอร์พูล

“อัศวินสีส้ม” กับการเดินทางครั้งใหม่…

เชื่อว่า ใครๆที่ติดตามฟุตบอลทีมชาติในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ จะทราบดีว่า “ทัพอัศวินสีส้ม”อย่างทีมชาติเนเธอแลนด์นั้น เป็นพี่ใหญ่อีกหนึ่งทีมบนเวทีระดับโลก เนื่องจากคับคั่งไปด้วยนักเตะชื่อดังมาทุกยุคทุกสมัย     แต่ด้วยสังขารของเหล่าซุปตาร์อย่าง ร็อบเบน, ชไนเดอร์, ฟาน เพอร์ซี่ และอีกหลาย ๆ คนที่เป็นกำลังหลักในยุคก่อนหน้านี้นั้น  ทิ้งรอยโหว่ใหญ่ๆไว้มากมาย เนื่องจากยากที่จะหาตัวแทน รวมถึงตัวโค้ช อย่าง กุส ฮิดดิ้ง กับ ดิค อัดโวคาท ในวัยใกล้ 70 ซึ่งทั้งคู่ถูกมองว่าล้าสมัยเกินไป ต่อมาได้ไปดึง แดนนี่ บลินด์ มาคุม ก็ดูเหมือนจะมือไม่ถึง ทำให้ชาวกังหัน เห็นได้ชัดถึงความตกต่ำจนน่าใจหายจริง ๆ จากการตกรอบแบ่งกลุ่มถึง 2 รายการด้วยกันก่อนหน้านี้   ทว่าเป็น โรนัลด์ คูมัน ที่สามารถปลุกอัศวินสีส้มให้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง มีการถ่ายเลือดเกิดขึ้น อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ตัวหลักหลายคนในชุดนี้อยู่กับทีมมาตั้งแต่ช่วงที่อัศวินสีส้มตกต่ำด้วยซ้ำ อาทิ ฟานไดจ์, เดปาย รวมถึงไวนัลดุม ที่รีดฟอร์มจนกลับมาทั้งหมด จนส่งผลดีต่อทีมชาติไปด้วย   ทางด้าน …

อาชาฟ ฮาคิมี่ (Achraf Hakimi) ของดีที่สเปนภูมิใจเสนอ!

    อาชาฟ ฮาคิมี่ ของดีจากสเปนส่งตรงจากกรุงมาดริดซึ่ง “ราชันย์ชุดขาว” รีลมาดริดนำตัวมาปลุกปั้นจากอะคาเดมี่มาตั้งแต่อายุเพียง 8 ปีเท่านั้น ปัจจุบันฮาคิมี่อายุ 21 ปี ซึ่งกำลังลงเล่นแบบยืมตัวกับ “เสือเหลือง”ดอร์ทมุนด์และกำลังทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยมโดยทำประตูให้กับทีมเสือเหลืองถึง 7 ประตู 9 แอสซิสต์ จาก 61 นัดที่เขาลงเล่นถึงจะดูไม่เยอะแต่นี่คือดาวงรุ่งในตำแหน่งแบ็คขวา จากการยืมตัวไปเล่นเพียงปีกว่าๆฮาคิมี่ยึดตัวจริงและลงเล่นเป็นตัวหลักให้กับดอร์ทมุนด์มาโดยตลอด ถ้าฟอร์มของเขายังดีแบบนี้มีหวังฤดูกาลหน้าเราอาจจะเห็นเขาเป็นตัวหลักของรีลมาดริดทีมยักษ์ใหญ่จากสเปนก็เป็นได้                              เส้นทางสู่ยอดนักเตะ ประวัติของฮาคิมี่ดาวรุ่งคนนี้ถึงแม้จะผ่านการเล่นให้ทีมชาติโมร็อคโคชุดใหญ่มาแล้ว แต่ความจริงแล้วเจ้าตัวนั้นเกิดที่กรุงมาดริดประเทศสเปนนั้นแหละ แต่เขามีเชื้อสายโมร็อคโคจากพ่อและแม่ที่เป็นคนโมร็อคโค แม้จะสามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติสเปนได้ด้วยแต่เขาก็เลือกชาติบ้านเกิดของบรรพบุรุษของเขา เขาเริ่มเล่นฟุตบอลจากอะคาเดมี่เล็กๆอย่าง Ofigevi เขาคือเด็กที่เก่งกว่าเด็กคนอื่นในรุ่นเป็นกองหลังที่มีความเร็วและสามารถทำประตูได้ดีอีกด้วย ทำให้อยู่กับ Ofigevi ได้เพียงปีเดียว เขาก็ได้ย้ายไปอะคาเดมี่ของรีลมาดริดตั้งแต่แปดขวบและเพียงอายุ 19 ปีเขาก็ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ก่อนมาดริดจะเห็นว่าการปล่อยเขาไปยืมตัวกับทีมอื่นก่อนจะให้โอกาสลงสนามและประสบการณ์ที่ดีแก่เจ้าตัว ก่อนดอร์ทมุนด์จะดึงตัวฮาคิมี่ไปเล่นแล้วอย่างที่เราเห็นเขาเล่นตำแหน่งแบ็คขวาก็จริงแต่ถนัดทั้งสองเท้าและยังสามารถเล่นปีกขวาและแบ็คซ้ายร่วมด้วย ด้วยวิชั่นในการจ่ายบอล การเอาตัวรอดที่ดี การยิงประตูอันคมกริบทำให้ลูเซียน ฟาฟร์เฮดโค้ชดอร์ทมุนด์เคยจับเขามาเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกในหลายๆนัดทำให้ฮาคิมี่มีชื่อขึ้นในสกอร์บอร์ดอยู่บ่อยครั้งจนได้รับฉายาว่า “Attacking defender” หรือกองหลังจอมบุก       จากการที่ฮาคิมี่ได้มาโชว์ฝีเท้ากับดอร์ทมุนด์แต่อย่าลืมว่าเขาเองก็มีสัญญาอยู่ที่รีลมาดริดและยิ่งฟอร์มดีแบบนี้แน่นอนดอร์ทมุนด์ต้องอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีมแน่ๆแต่ด้วยวัยเพียง 21 ปีและฟอร์มสุดโหดรีลมาดริดต้นสังกัดที่แท้จริงของเขาคงไม่ปล่อยเขาไปแน่แท้ เครื่องหมายคำถามที่ยังเกิดกับตัวเขาปีหน้าเขาจะย้ายมาดอร์ทมุนด์ถาวรหรือจะกลับไปสู้ตำแหน่งตัวจริงที่รีลมาดริดซึ่งมีซุปเปอร์สตาร์อยู่เต็มทีมเวลาเท่านั้นจะเป็นคนบอกได้ว่าฮาคิมี่จะเป็นนักเตะระดับโลกอย่างที่หลายคนหวังไว้หรือไม่    

ดาวรุ่งดวงใหม่ของอาร์เซนอล : Bukayo Saka

ใครคือ Bukayo Saka ??                  เปิดฤดูกาลใหม่ของอาร์เซนอลที่ผ่านมา 10 นัด ใครๆก็ต้องคิดว่านิโคลาส เปเป้ปีกค่าตัว 72 ล้านปอนด์ของทีมที่เสริมทัพมาใหม่เมื่อช่วงปิดฤดูกาลจะต้องลงเป็นตัวจริงในเกมรุกเป็นแน่แท้ แต่แล้วจนบัดนี้เปเป้ถูกดาวรุ่งที่ชื่อว่าบูกาโย่ ซาก้าเบียดไปเป็นตัวสำรองไม่ใช่เป็นการแย่งตำแหน่งเพียงอย่างเดียวแฟนบอลลงความเห็นตรงกันว่าดาวรุ่งคนนี้ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดาแน่ๆ              จากที่หลายๆคนได้เห็นฟอร์มแล้วคงอยากรู้จักกันแล้วว่าเจ้าเด็กหนุ่มนี้เป็นใครมาจากไหนกันนะ ?                ซาก้าเกิดในครอบครัวผู้อพยพชาวไนจีเรีย ด้วยความที่หลงใหลฟุตบอลซาก้าเตะฟุตบอลทุกวัน ตัวเขาแทบจะติดกับลูกฟุตบอล แต่ด้วยฐานะของพ่อและแม่ของเขาที่มีฐานะระดับกลางค่อนไปทางล่าง ทำให้ค่อนข้างมีอุปสรรคแต่พวกเขายังเชื่อมั่นในตัวซาก้าที่จะออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้เขาจะได้เล่นฟุตบอลต่อไป   ซาก้าเติบโตมาในเมืองเล็กๆในลอนดอนประเทศอังกฤษซึ่งเป็นที่ตั้งของสโมสรอาร์เซนอลนั่นเองและเขาเองก็เป็นเด็กปั้นของอาร์เซนอลโดยเขาเข้ามาอยู่กับอะคาเดมีของทีมตั้งแต่เด็กและสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจกับทีมสำรองจนทำให้อูไน เอเมอรี่ต้องเรียกขึ้นมาร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่และเขาไม่ทำให้อูไนผิดหวัง             ซาก้าแจ้งเกิดในเกมยูโรป้าลีกส์ในนัดที่อาร์เซนอลเจอกับแฟรงค์เฟริตและเขาสามารถทำได้ 1 ประตู  2 แอสซิสต์นั่นอาจธรรมดาที่นักฟุตบอลหลายๆคนสามารถทำได้แต่นี่คือการรังสรรค์ฟอร์มอันเพอร์เฟกต์จากเด็กวัย 18 ปี “ยามเขาได้บอลเขานิ่งเกินวัยและอันตรายมาก” เจมี่ คาร์ราเกอร์อดีตตำนานทีมลิเวอร์พูลกล่าวเมื่อถูกถามดาวรุ่งดวงใหม่คนนี้นอกจากนี้ซาก้าทำลายสถิตินักเตะที่มีอายุน้อยที่สุดของอาร์เซนอลที่ได้ลงเล่นให้ทีมในยูโรป้าลีก และเมื่ออายุ 18 ปีกับ 125 วัน ซาก้าทำลายสถิตินักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับอาร์เซนอลในเกมพรีเมียร์ลีก โดยนัดแรกของเขาคือการดวลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยปัจจุบันเจ้ามีระสบการณ์ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้วกว่า 327 นาทีและสามารถทำไปได้ …

มาย้อนดูสรุปผลบอลวันที่ 5-11-2019 กันครับ

สิงห์บลูคัมแบค 4-4,หงส์เชือดนิ่ม 2-1, ต่างดาวจืด 0-0…สรุปผลบอลวันอังคาร สรุปผลฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ==============================   กลุ่ม E ลิเวอร์พูล 2-1 เก็งค์ เจอร์เก้น คล็อป เลือกโรเตชั่นนักเตะ เตรียมพร้อมกรำศึกหนึกสุดสัปดาห์ กับแมนฯซิตี้ และยังคง ความเคี่ยวไว้ได้ เมื่อสามารถเชือดเก็งค์นิ่มๆด้วยสกอร์ 2-1 นำฝูง และมีโอกาสเข้ารอบรำไร ประตู : 1-0 จินี่ ไวจ์นัลดุม น.14, 1-1 เอ็มบวาน่า ซามาต้า น.41, 2-1 อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น.53   นาโปลี 1-1 ซับบวร์ก เกมนี้เป็นทางด้านซัลบวร์กออกนำไปก่อนจากลูกจุดโทษของเบราท์ ฮาลันด์ แต่ทางฝั่งนาโปลีก็มาทำประตู ตีเสมอได้จากโลซาโน่ จบเกมแบ่งกันไปคนละแต้ม และนาโปลีก็เสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ลิเวอร์พูลตามระเบียบ …

ลิเวอร์พูล กับระบบเจาะรถบัสรูปแบบใหม่

  นัดที่ผ่านมาของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลมีโอกาสรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ทีมยักษ์ใหญ่จากลอนดอนเกมเมื่อคืนนี้ทั้งคู่ใส่กันอย่างเต็มรูปเกมก็เป็นไปอย่างที่คาดว่าลิเวอร์พูลทีมที่ฟอร์มดีกว่าจะบุกเข้าใส่และดาหน้าเข้าทำประตูกันยกใหญ่และก็ถูกปฎิเสธโดยผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนติน่านามว่าเปาโล กาซซานิก้าผู้รักษาประตูของสเปอร์ที่ช่วยทีมโชว์ฟอร์มเซฟอุดตลุดแต่ก็ไม่ช่วยทำให้สเปอร์รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้ โดยลิเวอร์พูลชนะสปอร์ไป 2-1 ทั้งๆที่เสปอร์ได้ประตูนำก่อนและหลังจากนั้นลิเวอร์พูลครองบอลได้มากกว่าและเป็นทีมที่เปิดเกมบุกโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนได้คืนมาสองประตูรวดและทำสถิติชนะตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นนัดที่ 9 แล้ว   โดยความเห็นของตัวผู้เขียนเองหลังจากได้ดูนัดนี้แล้วผู้เขียนประทับใจอยู่อย่างนึงซึ่งจริงๆแล้วประทับใจมาหลายนัดแล้ว นั่นก็คือทีมลิเวอร์พูลตอนนี้เหมือนเริ่มที่จะมีระบบที่จะให้พอจะใช้ในการที่จะเจอทีมที่เน้นเกมรับหรือรถบัสได้ดีขึ้นแล้ว นั่นคือระบบ 4-3-3 โดยลิเวอร์พูลเองจะใช้วิธีขึ้นเกมด้วยแบ็คทั้งสองข้างเป็นหลัก ซึ่งอาวุธหลักของแบ็คทั้งสองข้างของลิเวอร์พูลนั้นเป็นแบ็คประเภทเล่นเกมรุกได้ดีทั้งยังเปิดบอลได้แม่นยำทั้งคู่ และใช้กลางสามตัวโดยมีกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมเกมจากรับเป็นรุกคือจอร์แดน เฮนเดอร์สันมิดฟิลด์กัปตันทีม ส่วนเกมรุกจะเป็นจอร์นิจิโอ้ ไวน์นาดุมมิดฟิลด์ทีมชาติเนเธอแลนด์ และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ กลางรับที่มีหน้าที่ทำทุกอย่างตั้งแต่การตัดเกม ชะลอเกมของฝั่งตรงข้าม ดึงจังหวะให้กับทีม หรือการเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุก หรือแม้แต้การสอดขึ้นมาทำประตูในหลายๆจังหวะอย่างฟาบินโญ่มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลนี่เองที่เข้ามาร่วมทีมเมื่อปีที่แล้วและทำให้ตอนนี้กลางรับที่ดูจะมีปัญหาของลิเวอร์พูลมาหลายฤดูกาลน่าจะจบลงไปหลังจากที่เขาได้เข้ามา และเกมรุกที่มีสามประสานสุดอันตรายซึ่งเราไม่ต้องบรรยายสรพคุณในเกมรุกของลิเวอร์พูลกันหรอกเพราะเราต่างรู้ว่ามันสะเด็ดเผ็ดร้อนแค่ไหน   หลายคนอาจจะเคยเข้าใจว่าแท็คติกที่จะเจาะทีมที่เล่นเกมรับแบบรถบัสเป็นหลักได้ต้องเล่นแบบใช้การครองบอล ต่อบอลให้มากๆคล้ายกับรูปแบบทีมของเป๊ปเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ลิเวอร์คงทำไม่ได้แน่เลยเนื่องจากนักเตะลิเวอร์พูลเองไม่ใช่พวกนักเตะที่มีทักษะและวิชั่นสูง ๆ เท่าไหร่ถ้าเทียบกับนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้แต่เจอร์เก้น คล็อปปก็ยังพยายามที่จะหาระบบอันเหมาะสมกับทีมอย่างลิเวอร์พูลมาให้จนได้ ผมเชื่อว่าเมื่อแฟนบอลหงส์แดงหลายๆคนที่มีโอกาสนั่งดูก็ต้องคิดไปในทิศทางเดียวกันกับผมว่าทีมลิเวอร์พูลนั้นค่อย ๆ เคาะบอลและทำขึง โยนสลับแกนซ้ายขวาเพื่อถ่างหลังคู่แข่งออก พอได้จังหวะก็ครอสบอลเพื่อเข้าทำประตู แล้วจะให้แบ็คซ้ายและขวาของทีมลิเวอร์พูลเข้ามาครอสบอลโดยไม่จำเป็นจะต้องครอสลูกโด่งพวกเขาครอสบอลราวกับว่าซ้อมกันมาเป็นอย่างดี     อย่างที่เรารู้กันแบ็คสองข้างของลิเวอร์พูลอย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อานโนลด์กับ แอนดริว โรเบริตสันทนั้นชอบเล่นเกมบุกและสามามารถทำได้ดีในการครอสบอลเป็นอย่างมากด้วย ทำให้ระบบการเข้าทำประตูของลิเวอร์พูลกลายเป็นระบบที่โคตรอันตรายต่อฝั่งตรงข้ามแม้ทีมฝั่งตรงข้ามอยากจะอุดได้ก็อุดไป ลิเวอร์พูลต่อบอล ทำชิ่ง เจาะไม่เข้าไม่เป็นไร เปิดบอลเข้าไปลุ้นเอาก็ได้และนัดที่เจอสเปอร์นี้เองที่ทำให้เราเห็นประสิทธิภาพการเล่นฟุตบอลในแบบเจอร์เก้น …

“Manchester United” กับแนวทางสโมสรที่แฟนบอลต้องยอมรับ

นับตั้งแต่การประกาศวางมือของบรมกุนซือ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ในปี 2013 แมนฯยูไนเต็ดก็จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น โดยก่อนหน้าคนปัจจุบันนี้ ได้ใช้งานกุนซือไปแล้วถึง 3 รายด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีรูปแบบแนวทางในการทำทีมที่แตกต่างกันออกไป     เริ่มจากทายาทอสูรอย่าง “เดวิด มอยส์” ที่มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน เพราะหลังจากที่ “The Chosen One” ได้รับสัญญาระยะยาว ก็จัดการคว้าอดีตลูกรักอย่าง “มารูยาน เฟลไลนี่” มาร่วมทัพ พร้อมด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นลูกโด่งเป็นสำคัญ สร้างสถิติการครอสบอลมากที่สุดในเกมเดียวในการเจอกับฟูแล่ม โดยครอสไปถึง 82 ครั้ง พร้อมทั้งสร้างสถิติอันน่าประทับใจไว้มากมาย จนโดนแฟนๆและบอร์ดบริหารขับไล่ตั้งแต่ยังคุมทีมได้ไม่ครบขวบปีจากการเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 6 ปีด้วยกัน     ต่อด้วยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง “หลุยส์ ฟานกัล” ซึ่งเป็นปีที่แมนฯยูเริ่มเมกะโปรเจคในการใช้เงินซื้อความสำเร็จ หลังคว้านักเตะชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ ราดาเมล เฟากัล, ดิมาเรีย, ลุค ชอว์, ชไวน์สไตเกอร์, เดปาย ฯลฯ ด้วยแผนการเล่น 3-5-2 ที่เลื่องลือ …